ตำลึง ผักริมรั้ว 2 เพศมากคุณค่า
ตำลึงผักเลื้อยที่เรารู้จักดีนั้นมีเพศ โดยแยกเป็นต้นเพศผู้และต้นเพศเมีย ใบตำลึงที่อยู่ในแกงจืดหรือในจานอาหารนั้นเป็นตำลึงเพศเมีย ซึ่งมีใบเว้าน้อยกว่า ส่วนต้นเพศผู้มีใบหยักเว้ามากกว่า
แม้ต้นตำลึงเป็นผักริมรั้ว แต่มีคุณค่ามหาศาลกว่าที่คิด อันดับแรกคือ บำรุงสายตา เพราะตำลึงเป็นแหล่งวิตามินเอที่ดีมาก แถมมีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย และสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้อีก ทำให้เสริมภูมิคุ้มกันให้เราได้ด้วย
สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล วิจัยพบว่า ตำลึงมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง จึงช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้เพราะมีงานวิจัยพบว่าตำลึงช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ นอกจากนี้ ใบตำลึงยังมีแคลเซียมสูงคือ ใบตำลึง 100 กรัม มีปริมาณแคลเซียมเท่ากับการดื่มนมครึ่งแก้วเลยทีเดียว จึงช่วยบำรุงกระดูกได้ดี
นอกจากนี้ ตำลึงยังช่วยบำรุงเลือดเพราะมีธาตุเหล็กสูง ตำลึง 100 กรัม มีธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม หรือ เท่ากับ 40% ของความต้องการธาตุเหล็กของผู้ชาย และประมาณ 23% ของความต้องการธาตุเหล็กของผู้หญิงวัย 19-50 ปี ใบตำลึงสดมีวิตามินซีสูง เวลาปรุงอาหารควรใช้ความเร็วในการผัดหรือต้มเพื่อสงวนคุณค่าวิตามินซีไว้
ใบและเถาตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสมาก ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้ดี ดังนั้นใครมีอาการแน่นท้อง ท้องอืดจากอาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะคนที่กินแป้งมากๆ ให้ใช้ใบตำลึง 1 กำมือ ผสมเถาตำลึงเด็ดขนาดเท่านิ้วก้อย 1 กำมือ โขลกรวมกันจนเป็นเนื้อเดียว จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำตำลึงมาผสมน้ำอุ่น 1 ถ้วย กินก่อนอาหาร 5-10 นาที เพื่อเรียกน้ำย่อย หรือจะใช้ใบตำลึงแก่ลวกพอสุก กินเป็นผักเคียงในแต่ละมื้อเลยก็ได้
ใบตำลึงมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้บ้าง โดยให้ล้างแผลก่อน แล้วใช้ใบตำลึงที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ล้างให้สะอาด จากนั้นขยี้ใบตำลึงแล้วมาประคบผิวบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อยสักพัก อาการแสบคันจะบรรเทาขึ้น แต่ถ้าอาการแสบร้อนยังไม่หาย ให้เปลี่ยนใบตำลึงบ่อยๆ และถ้าอาการแสบร้อนหาย แต่อาการคันไม่หาย แนะนำให้ใช้ยาทาแก้คันแผนปัจจุบันร่วมด้วย
อ้างอิง:
กินผักผลไม้ดี 400