ดื่มน้ำสะอาด รักษาสมดุลการทำงานของร่างกาย
น้ำ เป็นองค์ประกอบหลักของร่างกายทุกช่วงวัย เด็กแรกเกิดมีน้ำอยู่ในร่างกายประมาณ 75% ของน้ำหนักตัว และลดลงจนเหลือประมาณ 55% ในผู้สูงอายุ การรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว
ประโยชน์ของการดื่มน้ำและการรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย
หากร่างกายขาดน้ำ จะทำให้ร่างกายเสียสมดุลของเกลือแร่ และปริมาณน้ำภายในเซลล์จะลดลง ทำให้ระดับความดันโลหิตต่ำลง และอาจ เกิดภาวะคลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือซึมเศร้าได้
ปริมาณการดื่มน้ำที่แนะนำต่อวัน
ร่างกายแต่ละคนต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกันตามปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำหนักตัว กิจกรรมที่ทำ สภาพแวดล้อม เป็นต้น โดยหลักแล้ว สามารถคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มในแต่ละวันได้จากสูตรดังนี้
น้ำหนักตัว x 2.2 x 30/2 = ปริมาณน้ำ (มิลลิลิตร)
เช่น น้ำหนักตัว 60 กก. x 2.2 x 30/2 = 1,980 มล.
นี่คือปริมาณของน้ำที่ควรดื่มต่อวัน หรือประมาณวันละ 10 แก้ว (ปริมาณแก้วละ 200 มิลลิลิตร)
อย่างไรก็ตาม หากมีกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก เช่น การออกกำลังกาย การอยู่ในสภาพอากาศร้อน มีไข้ ท้องเสีย อาเจียน จำเป็นต้องดื่มน้ำเพิ่มขึ้น
สร้างนิสัยการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
วิธีง่ายๆ ในการฝึกดื่มน้ำให้เป็นนิสัยเพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำคือ
- ดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนในตอนเช้าประมาณ 1-2 แก้ว เพราะร่างกายขาดน้ำมาตลอดทั้งคืน การดื่มน้ำหลังตื่นนอนจะได้ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี และระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานเป็นปกติ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนเข้านอน ถ้ามีปัญหาในการปัสสาวะตอนกลางคืน
- ระหว่างวันควรดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารประมาณ 1 ชม.
- จิบน้ำบ่อยๆ ทุกๆ 5-10 นาที โดยวางขวดน้ำ แก้วน้ำไว้ใกล้ๆ ตัว หรือตั้งเวลาแจ้งเตือนการดื่มน้ำเป็นระยะๆ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้ดื่มน้ำได้บ่อย ได้ปริมาณเพียงพอและดีต่อสุขภาพ
- ไม่ควรดื่มน้ำมากกว่าครั้งละ 2 แก้วติดต่อกัน โดยเฉพาะก่อนมื้ออาหารเพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร
- ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ นมเปรี้ยว ชากาแฟ หรือน้ำสมุนไพรที่เติมน้ำตาลปริมาณมาก เพราะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลส่วนเกิน
- ลองเลือกขวดน้ำที่มีตัวเลขบอกปริมาณน้ำที่ข้างขวด จะทำให้ทราบปริมาณน้ำที่ดื่มแล้ว
- สังเกตสีของปัสสาวะ ถ้ามีสีเข้ม อาจหมายถึงร่างกายเริ่มมีการขาดน้ำ
เอกสารอ้างอิง
1. Popkin BM, D'Anci KE, Rosenberg IH. Water, hydration, and health. Nutr Rev. 2010 Aug;68(8):439-58.
2. Institute of Medicine. Dietary reference intakes for water, potassium, sodium, chloride, and sulfate. Washington, DC: National Academies Press; 2004.
3. EFSA Panel on Dietetic Products, Nutrition, and Allergies. Scientific opinion on dietary reference values for water. EFSA Journal. 2010;8(3):1459.
4. Ritz P, Berrut G, Reynish W. The importance of good hydration for day-to-day health. Nutr Rev. 2003;61(Suppl 1):S5-13.
5. Kenefick RW, Cheuvront SN, Leon LR. Hypohydration and human performance: impact of environment and physiological mechanisms. Sports Med. 2010;40(10):857-876. doi: 10.2165/11534480-000000000-00000
6. 10 Tips for Staying Hydrated in Summer [Internet]. Lincoln (NE): University Health Center, University of Nebraska-Lincoln; [cited 2023 Jun 1]. Available from:https://health.unl.edu/10-tips-staying-hydrated-summer
7. Hydration for kidney health [Internet]. Peterborough: Kidney Research UK; [cited 2023 Jun 1]. Available from:https://www.kidneyresearchuk.org/kidney-health-information/living-with-kidney-disease/how-can-i-help-myself/hydration-for-kidney-health/
8. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. ดื่มน้ำอย่างไรให้ถูกวิธี [Internet]. [place unknown]: [publisher unknown]; [cited 2023 Jun 1]. Available from:https://www.hsri.or.th/people/media/care/detail/5730
9. มหาวิทยาลัยมหิดล. อันตรายภาวะขาดน้ำ [Internet]. [place unknown]: [publisher unknown]; [cited 2023 Jun 1]. Available from:https://www.si.mahidol.ac.th/th/tvdetail.asp?tv_id=621
10. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. เครื่องดื่มหวานๆ อร่อยแต่อันตราย เป็นภัยต่อสุขภาพ. Available from:https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%86-%E0%B8%AD%E0%B8%A3